หลวงพ่อประสิทธิ์ ปุญมากโร
2484-ปัจจุบัน
วัดป่าหมู่ใหม่ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่

 

ถิ่นกำเนิด-ชาติสกุล

หลวงพ่อประสิทธิ์ ปญฺญมากโร เกิดที่บ้านหนองบัวบาน ตำบลหนองบัวบาน อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี 

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๕ มีนาคม พ.ศ.๒๔๘๔ บิดาชื่อ พ่อสนธิ์ มารดาชื่อแม่มุก นามสกุล สิมมะลี มีพี่น้องร่วมบิดามารดา ๗ คน เป็นชาย และหญิง ๔ คน ดังนี้

๑. นางสาวเสรี สิมมะลี ถึงแก่กรรมเมื่ออายุ ๒๕ ปี

๒. หลวงพ่อประสิทธิ์ ปญฺญมากโร อายุ ๖๖ ปี ( พ.ศ.๒๕๔๙)

๓. นายสมคิด สิมมะลี ถึงแก่กรรมเมื่ออายุ ๓๖ ปี

๔. นายสวัสดิ์ สิมมะลี มีชีวิตอยู่ อายุ ๖๒ ปี

๕. เด็กหญิงเสาร์ศักดิ์มน สิมมะลี ถึงแก่กรรมเมื่ออายุ ๗ ปี

๖. นางทองใส คุนุ มีชีวิตอยู่ อายุ ๕๔ ปี

๗. นางสาวหนูพวน สิมมะลี ถึงแก่กรรมเมื่ออายุ ๒๘ ปี

 

ชีวิตในวัยเด็ก

เป็นลูกชายคนโตของครอบครัว เมื่อมีอายุ ๗ ปี ได้เข้าเรียนหนังสือที่โรงเรียนประชาบาล บ้านหนองบัวบาน ตำบลหนองบัวบาน อำเภอหนองวัวซอ สอบไล่ได้ตำแหน่งที่ ๑ หรือ ที่ ๒ เป็นประจำทุกปี ครั้นจบชั้นประถมปีที่ ๔ แล้ว ท่านฯได้เข้าวัดตั้งแต่เด็ก เพราะบ้านใกล้กับวัดนิโครธาราม จนเมื่ออายุครบ 18 ปี ก็ได้บวชเป็น สามเณร และบวชเป็นพระเมื่ออายุครบ 20 ปี ท่านฯได่ มอบกายถวายชีวิตเป็นศิษย์ศึกษาข้อวัตรปฏิบัติต่อพ่อแม่ครูอาจารย์ จวบจนองค์หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ ได้มรณภาพลง ท่านก็ได้เดินทางไปศึกษาธรรมปฎิบัติอยู่กับ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ผู้มีจิตอภิญญาศิษย์รุ่นใหญ่ของหลวงปู่มั่นที่องค์พระบูรพาจารย์ใหญ่ยกย่องในคุณธรรมยิ่งนัก

ท่านฯ มัก จะชอบไปธุดงค์ตามที่ต่างๆ ตามป่า เขา ลำห้วย ทั้งภาคอิสานและภาคเหนือ 

ท่านฯได้เดินธุดงค์ด้วยเท้ามาภาคเหนือจังหวัดต่างๆ และจังหวัด เชียงใหม่ 

ตั้งแต่สมัยหลวงปู่ชอบ ยังมีชีวิตอยู่ มาตลอด โดยออกวิเวกธุดงค์มากับหมู่คณะฯ 

พระอาจารย์จันเรียน พระอาจารย์โส ฯลฯ 

 

ปัจจุบัน 

หลวงพ่อประสิทธิ์ ปุญญมากโร ซึ่งเป็นเจ้าอาวาส วัดป่าหมู่ใหม่ 

อายุครบ ๗๐ พรรษา และมีพรรษาได้ ๔๙ ในปีนี้แล้ว

วัดป่าหมู่ใหม่ตั้งอยู่ที่ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ อยู่ด้านหลังสำนักงานชลประทานแม่แตง ประมาณ ๑.๕ กม. เป็นวัดที่สงบเงียบ มีไฟฟ้าใช้เฉพาะส่วนด้านหน้า เช่น ศาลาโรงฉัน โรงครัว เท่านั้น ตามกุฏิด้านใน จะไม่มีไฟฟ้าใช้ ต้องใช้ ไฟฉาย เทียนไข ตะเกียง 

หลวงพ่อประสิทธิ์ ปุญญมากโร ท่านมีนิสัยค่อนข้างสงบเงียบ พูดน้อย มีเมตตาต่อทุกคนเสมอกัน 

ไม่ว่าจะเป็นพระ เณร ฆราวาส ก็ตาม โดยทั่วไปกุฎิในวัด จะมีอยู่ประมาณ ๔๐ กว่าหลัง 

และจะมี พระภิกษุสงฆ์มาพักปฏิบัติอยู่ตลอด ส่วนในฤดูเข้าพรรษา พระภิกษุจะมาอยู่ปฏิบัติภาวนากัน ตั้งแต่ต้นพรรษาแล้ว ในปีที่ผ่านมา มีพระภิกษุมา จำพรรษาทั้งหมด ๔๐ กว่ารูป

ในช่วงออกพรรษามา ส่วนใหญ่หลวงพ่อได้ รับการนิมนต์ค่อนข้างมาก มักจะไม่อยู่วัด หากไม่มีกิจนิมนต์ข้างนอก หลวงพ่อจะออกมาบิณฑบาตด้านหน้าวัดช่วงเวลาประมาณ ๐๗.๓๐น. 

จะฉันภัตตาหารเช้า ช่วงเวลา ๕.๑๕ น. และอยู่รับญาติโยมที่มา แล้วก็จะกลับไปทำกิจของท่าน

หรือพักผ่อนที่กุฏิด้านใน จนถึง เวลา ๑๕.๐๐น จะออกมาที่กุฏิของท่านฯ คอยรับแขกที่มาจากที่ต่างๆ

และจะสรงน้ำที่ลานด้านหน้ากุฏิ ประมาณ ๑๗.๓๐ หรือ๑๘.๐๐ น.แล้วแต่โอกาส ปกติท่านฯจะเดินตรวจตราดูบริเวณวัดในช่วงเช้า หรือหลังจากสรงน้ำ ถ้ามีญาติโยมก็จะอยู่รับแขกที่กุฏิ จนถึงมืดค่ำ หากเป็นวันพระ ที่หลวงพ่ออยู่ ท่านก็จะแสดงพระธรรมเทศนา ให้พระ เณร ญาติโยม ฟัง หลังจากที่มีการทำวัตรเย็นเสร็จแล้ว ทุกครั้ง 

 

วัดป่าหมู่ใหม่

เป็นวัดป่า สายธรรมยุติ เป็นวัดที่่สงบเงียบ ตั้งอยู่ท่ามกลางป่าธรรมชาติ มีสภาพสมบูรณ์ร่มรื่น เหมาะสมในการปฏิบัติ ภาวนาเป็นอย่างยิ่ง ตั้งอยู่ด้านหลัง สำนักงานชลประทานแม่แตง ที่บ้านหมู่ใหม่ ห่างจากสำนักงานไป ประมาณ ๑.๕ กม.

 

ภายในวัด 

พระ-เณร ญาติธรรม ทั้งหลายได้อาศัยแสงไปฉาย,เทียนไข,ตะเกียง ในช่วงยาม ค่ำ คืน เป็นสิ่งที่หาดูได้ยากในวัดปัจจุบัน ทั้งๆที่วัดเองก็มีไฟฟ้าเข้ามาถึงด้านหน้าแล้ว ก็เพียงได้ ใช้อาศัยเปิดเป็นบางจุดสำหรับศาลาด้านหน้า แต่กุฎิต่างๆภายในวัด ไม่ใช้ไฟฟ้า เพราะท่านอาจารย์ ประสิทธิ์ ท่านไม่ต้องการให้มี ไฟฟ้า ในกุฎิ เพื่อที่พระ-เณร และญาติโยมสามารถปฎิบัติภาวนาเต็มที่

น้ำใช้สอยก็ไม่ขาดแคลนอาศัยน้ำจากชลประทานแม่แตง แต่ภายในวัดก็ยังมี บ่อน้ำ สำหรับผู้ที่ประสงค์จะใช้สอยได้ ซึ่งน้ำบ่อเย็นและ็ใส สะอาด สามารถใช้อาบ,สรงน้ำ หรือซักจีวรหรือ เสื้อ ผ้าได้เป็นอย่างดี ซึ่งดูคล้ายวิถีการใช้ชีวิตของคนสมัยโบราณ ซึ่งหาดูได้ยากเต็มทีในปัจจุบัน

น้ำดื่มก็ได้อาศัยน้ำฝน โดยเก็บในแท็งค์ปูนหรือภาชนะเก็บน้ำฝนตามจุดต่างๆภายในวัด องค์ประกอบต่างๆนี้ ทำให้วัดป่าหมุ่ใหม่ ทั้งที่อยู่ในเมือง เป็นวัดป่าที่รักษาข้อวัตรปฏิบัติและปฏิปทาสายหลวงปู่มั่นเป็นอย่างดี และทกให้ผู้เข้ามาสัมผัสและพบเห็นเกิดปิติศรัทธาปะสาทะ สมกับเป็นวัดป่ากรรมฐาน ที่พระ-เณร และญาติธรรมทั้งหลาย เข้ามาปฏิบัติธรรมกันอย่างแท้จริง