หลวงปู่ขาน ฐานวโร
๒๔๗๘ - ๒๕๔๙
วัดวชิรทรงธรรมพัฒนา (วัดป่าบ้านเหล่า) กิ่งอำเภอเวียงเชียงรุ้ง จังหวัดเชียงราย

นามเดิม
         
ทองขาน สุขา
   
     
เกิด
         
วันเสาร์ ที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๘ ตรงกับวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๗ ปีกุน
     
     
บ้านเกิด
         
บ้านโนนปอแดง ต.โนนสัง อ.โนนสัง จ.อุดรธานี (ปัจจุบันอ.โนนสัง ได้ขึ้นตรงกับจ.หนองบัวลำภู
     
     
บิดามารดา
         
นายนู และนางห่อน สุขา
   
     
พี่น้อง
         
รวม ๑๐ คนท่านเป็นบุตรคนที่ ๙
     
บรรพชา
         
อายุ ๑๕ ปี
     
อุปสมบท
         
อายุ ๒๒ปี วันอาทิตย์ ที่๑๒ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๐๐ ตรงกับวันขึ้น ๑๔ ค่ำเดือน ๖ ปีระกา เวลา ๑๕.๔๓ น.โดยมีพระครูศาสนูปกรณ์ วัดโยธานิมิต เป็นพระอุปัชฌาย์
หลวงปู่อุ่น ชาคโร วัดดอยบันไดสวรรค์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์
พระอธิการเพ็ง อิติโสภโณ เป็นพระอนุสาวนาจารย์
   
     
เรื่องราวในชีวิต
         
ชีวิตในช่วงวัยเยาว์ของท่านนั้น ดำเนินไปเฉกเช่นลูกชาวนาชาวไร่ทั่วไปพออายุครบเกณฑ์บืดามารดาของท่านก็พาไปฝากเรียนที่โรงเรียนประชาบาลในละแวกบ้าน ท่านศึกษาเล่าเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ จึงได้ออกช่วยบิดามารดาประกอบสัมมาชีพ ทำงานตามท้องไร่ท้องนา สุขบ้างทุกข์บ้างระคนกันไปตามเหตุปัจจัย
พ.ศ.๒๕๐๐ หลังอุปสมบทแล้วท่านได้จำพรรษาอยู่กับ หลวงพ่อชม โฆสิโก เจ้าอาวาส ฝึกปฏิบัติทำข้อวัตรปฎิบัติและศึกษาธรรมวินัยต่างๆ เท่าทีภิกษุผู้บวชใหม่ จะพึงศึกษา ด้วยความมุ่งมั่นเป็นที่ตั้ง ทำให้ท่านสามาร ถท่องจำบทสวดมนต์สูตรต่างๆ ได้อย่างแม่นยำภายในเวลาอันรวดเร็ว และสามารถสอบนักธรรมชั้นตรี ได้ด้วยเช่นกัน อีกทั้งท่านยังได้ปฏิบัติภาวนาฝึกจิตบำเพ็ญสมณธรรมไปพร้อมกันด้วย นับว่าหาได้ยากที่จะมีภิกษุบวชใหม่ในยุคปัจจุบันเสมอเหมือนได้
ครั้นออกพรรษาได้ออกเดินธุดงค์ แสวงหาความวิเวก ท่านจึงได้ย่อท้อต่อสิ่งใด ท่านต้องเดินทั้งวันเหนื่อยแสนเหนื่อย ไปตามป่า เขาลำเนาไพร พอจะถึงเข้าพรรษาที่ ๒ ท่านได้ไปพำนักปฏิบัติและฟังธรรมโอวาทกับหลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล จ.หนองบัวลำภู ในพรรษานี้ท่านเร่งความเพียร อย่างหนักทั้งอดอาหาร อดนอน เพียรภาวนาอย่างสม่ำเสมอ ไปลดละทั้งกลางวัน กลางคืน พ.ศ.๒๕๐๓ ท่านได้ออกจากวัดถ้ำกลองเพล ธุดงค์ต่อไปเรื่อยๆ ตามแถบเขาถิ่นอีสานเหนือ ตามลำพังรูปเดียว และได้ไปพำนักที่วัดป่าแก้วชุมพล จ.สกลนคร อันเป็นวัดของท่านอาจารย์สิงห์ทอง ธัมมวโร รวมถึงไปศึกษาธรรมและข้อวัตรปฏิบัติกับหลวงปู่จวน กุลเชฏฺโฐ หลวงปู่มหาบุญมี สิรินฺธโร และหลวงปู่ลี กุสลธโร เป็นต้น จนถึง พ.ศ.๒๕๑๑ ได้ออกธุดงค์พร้อมหมู่คณะรวม ๑๑ รูป เช่นหลวงปู่ทูล ขิปฺปปัญโญ หลวงปู่หวัน จุลปณฺฑิโต หลวงปู่จรัส ธมฺมธโร โดยมีจุดมุ่งหมายที่จังหวัดเชียงราย ทั้งนี้เมื่อถึง จังหวัดเชียงราย ท่านได้ไปเวะเยี่ยมญาติโยมพี่น้องของท่าน ที่อพยพมาจากบริเวณบ้านโนนปอแดง ถิ่นกำเนิดของท่าน เนื่องจากที่เดิมนั้นรัฐบาลได้จัดทำเขื่อนอุบลรัตน์ จึงอพยพมาตั้งถิ่นใหม่ที่บ้านเหล่า อันเป็นที่อุดมสมบูรณ์ และญาติโยมได้นิมนต์ท่านสร้างวัดและอยู่จำพรรษาที่นั้น ตลอดมาจวบจนอวสานแห่งชีวิต
   
มรณภาพ
         
วันจันทร์ ที่ ๓๑ กรกฏาคม พ.ศ. ๒๕๔๙


ธรรมโอวาท

“...ธรรมถ้าเป็นน้ำ ก็เป็นน้ำที่ใสสะอาด ปราศจากมลทิน ปราศจากสิ่งโสโครกอันไม่พึงปรารถนา รสก็จืดสนิท ใสก็ใส ทั้งใสทั้งสะอาด ทั้งนี้เพราะอะไรก็เพราะมีผู้รักษาอยู่ ถ้าไม่มีผู้รักษาเลยอะไรก็ใช้ไม่ได้ มนุษย์เราเป็นเบอร์หนึ่ง ที่ควรรักษาตนอย่างยิ่ง ควรชะล้าง ควรรักษา ความประพฤติ กาย วาจา ใจ ของตนตลอดหน้าที่การงาน งานใดเป็นไปเพื่อความเดือดร้อนเสียหายแก่ตนและส่วนรวม งานนั้นไม่ควรแก่มนุษย์ ผู้มีแบบมีฉบับ ผู้รักษาตนและส่วนรวม เพราะมนุษย์เราอยู่ร่วมกัน ไม่เหมือนสัตว์ทั้งหลาย ซึ่งบางตัวเขาอยู่ตัวเดียว สัตว์บางประเภทก็อยู่เป็นหมู่เป็นคณะ...”


“...ธรรมไม่เคยล้าสมัย ความเห็นใดก็ตาม ว่าธรรมล้าสมัย ไม่มีความหมาย ธรรมะสิ้นเขตสิ้นสมัย มรรคผลนิพพานไม่มีอย่างนี้ ความเห็นนั้น คือ ความโมฆะ นั้นคือ ความเห็นไม่มีศาสนา หาความหมายและหลักเกฑณ์ไม่ได้ หาเครื่องดัดแปลงแต่งกาย วาจา ใจ ให้ดียิ่งกว่าความเป็นเปรตเป็นผี ไม่ได้ ความเห็นนั้นไม่มีโอกาส ที่จะเป็นมนุษย์สมบูรณ์แบบเหมือนโลกเขา...”