ปาฏิหาริย์พระธาตุเสด็จ
พระอาจารย์มหาอาวรณ์ ภูริปญฺโญ
ผู้มีบารมีอัญเชิญพระธาตุเมื่อพรมน้ำพระพุทธมนต์

 



นำเสนอโดย อมรเทโว ภิกขุ www.santidham.com
ประวัติวัดปันเส่า จาก www.hanaphotoclub.coท
12 กุมภาพันธ์ 2554
ภาพประกอบ จาก Internet

เมื่อวันวิสาขบูชา 2553 วัดสันติธรรม ได้จัดงานนิทรรศการพระธาตุประจำปี มีการหล่อพระพุทธรูปพระเจ้าทันใจ ในวันนี้เอง ได้มีญาติโยมหลายท่าน ได้นำพระบรมสารีริกธาตุมาถวายให้กับวัดสันติธรรม เพื่อบรรจุในหัวใจของพระพุทธรูป ทราบความว่าเป็นพระบรมสารีริกธาตุที่เสด็จลงที่อุโบสถ วัดปันเส่า

ข้าพเจ้าเองในวันนั้นยังรู้สึกเฉย ๆ แกมแปลกใจนิด ๆ ลักษณะพระธาตุที่ได้รับมานั้น มีลักษณะแตกต่างจากพระธาตุทั่วไปที่เคยเห็น มีลักษณะใส่เหมือนเศษแก้ว มีหลากหลายสีสัน พรรณะ ต่อมาก็ได้มีญาติโยมอีกหลายคณะ ได้มาเล่าเรื่องเกี่ยวกับพระธาตุเสด็จที่วัดปันเส่าอีก ก็ทำให้ข้าพเจ้ามีความสนใจอยากจะไปเห็นกับตาของตัวเอง

ตามคำบอกเล่านั้น ได้ยินว่า พระธาตุจากเสด็จลงมาเองเมื่อไปนั่งภาวนาต่อหน้าพระพุทธรูป หรือพระธาตุนั้นจะเสด็จออกมาพร้อมกับน้ำมนต์ที่ท่านเจ้าอาวาสได้ประพรมให้กับญาติโยม ข้าพเจ้าก็ยังไม่ปลงใจเชื่อว่าเป็นความจริง แถมยังข้องใจว่าเป็นการหลอกลวงหรือเปล่า จึงอยากไปเห็นกับตาของตนเอง

ต่อมาเมื่อข้าพเจ้าได้โอกาสเหมาะก็ได้เดินทางไปวัดปันเส่า เพื่ออัญเชิญพระธาตุ ในครั้งแรกที่ไปนั้นข้าพเจ้าก็ต้องผิดหวังเพราะพระธาตุไม่เสด็จลงมาเลย ข้าพเจ้าไม่ได้พบกับท่านเจ้าอาวาส และกลับวัดมือเปล่า

ข้าพเจ้าได้ปล่อยให้ความข้องใจนี้ ค้างอยู่ในใจอีกหลายเดือน จนถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2554 ได้มีญาติโยมที่วัด ไปเผ้าดูเหตุการณ์พระธาตุเสด็จที่วัดปันเสาอีก จนแน่ใจว่าเป็นเรื่องจริง จึงได้ชักชวนกันไปพบท่านเจ้าอาวาสวัดปันเส่า เพื่อขอให้ท่านประพรมน้ำพระพุทธมนต์ให้เกิดพระธาตุเสด็จให้ดู ด้วยบางคนสงสัยว่า พระธาตุอาจจะถูกซ่อนอยู่ในหญ้าคาที่ใช้พรมน้ำมนต์ หรือ อาจซ่อนพระธาตุไว้ในบาตรน้ำมนต์ หรืออะไรต่อมิอะไรต่าง ๆ นานา ดังนั้นเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าจะไม่ถูกหลอก ญาติโยมคณะนั้นจึงได้นำบาตรน้ำมนต์ไปเอง พร้อมเตรียมหญ้าคาไปเอง แล้วก็ไปทำบุญกับท่านเจ้าอาวาสวัดปันเส่า แล้วขอเมตตาให้ท่านได้ประพรมน้ำพระพุทธมนต์ให้ แล้วสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา เมื่อ หยดน้ำมนต์ และพระธาตุ ได้หล่น พร่างพรม ลงพร้อมกันมากมาย จนญาติโยมเหล่านั้น ได้แน่ใจว่าเป็นปาฏิหาริย์ของพระธาตุเสด็จจริง ๆ และเป็นบารมีของท่านเจ้าอาวาสวัดพันเส่าจริง ๆ เพราะมีเฉพาะท่านเท่านั้นที่ทำได้

หลังจากเก็บพระธาตุกับจนมันมือแล้ว ญาติโยมก็ได้กราบลาท่านพระอาจารย์มหาอาวรณ์ ภูริปญฺโญ เจ้าอาวาสวัดปันเส่า เพื่อกลับวัดสันติธรรม พร้อมได้นำเรื่องราวมาเล่าถวายท่านอาจารย์พระครูวิมลธรรมรัต เจ้าอาวาสวัดสันติธรรม ได้รับทราบ พร้อมทั้งได้ถวายพระธาตุนั้นให้กับวัดสันติธรรมส่วนหนึ่งด้วย       

พระธาตุเสด็จจากวัดปันเส่า ที่คณะญาติโยมวัดสันติธรรมนำมาถวาย

 

จากนั้นท่านพระอาจารย์เจ้าอาวาสวัดสันติธรรม ก็ได้เล่าเรื่องนี้ให้ข้าพเจ้าฟังอีก คราวนี้มันกระตุ้นให้ข้าพเจ้าอยากไปพบเห็นปาฏิหาริย์นี้ด้วยตนเอง ดังนั้น ในเวลาบ่ายโมงของวันรุ่งขึ้น ข้าพเจ้าก็ได้ไปที่วัดปันเส่าอีกครั้ง แต่ไม่พบพระอาจารย์มหาอาวรณ์ เพราะท่านไปกิจนิมนต์ที่จังหวัดเชียงราย ข้าพเจ้ารู้สึกผิดหวังนิดหน่อย แต่ก็ยังพยายามจะอาราธนาเชิญพระธาตุ ด้วยการนั่งสมาธิภาวนาอยู่ประมาณ 15 นาที แต่ก็ไม่เป็นผลใดใด ไม่มีพระธาตุเสด็จแม้แต่องค์เดียว ข้าพเจ้ากลับวัดด้วยความผิดหวัง


พระอุโบสถวัดปันเส่า สถานทีที่พระธาตุเสด็จ

ต่อมาในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2554 ข้าพเจ้าและเพื่อนอีก 1 รูปก็ได้ชวนกันไป
วัดปันเส่าอีกครั้งหนึ่ง โดยคราวนี้ได้โทรศัพท์ดิดต่อกับท่านอาจารย์พระมหาอาวรณ์ ไว้ก่อน โดยข้าพเจ้าเดินทางไปถึงวัดปันเส่าเวลา 14.00 น. ได้พบท่านพระอาจารย์มหาอาวรณ์ ภูริปญฺโญ กำลังนั่งต้อนรับญาติโยมที่มาทำบุญมากมาย ท่านพระอาจารย์ได้ทักทายข้าพเจ้า และบอกให้ญาติโยมนำเก้าอี้มาให้นั่ง จากนั้นท่านก็ให้พรแก่ญาติโยมที่มาทำบุญ แล้วท่านก็ประพรมน้ำพระพุทธมนต์ให้ ปรากฏเหตุอัศจรรย์ที่ข้าพเจ้าไม่เคยพบเห็นในชีวิตมาก่อน เมื่อน้ำนั้นพุ่งออกไปจากหญ้าคา ถึงบริเวณเหนือศีรษะของญาติโยม ก็กลายเป็นพระธาตุจำนวนมากตกลงมา กระเด็นกระดอนเต็มไปหมด

ข้าพเจ้าอดไม่ได้ที่จะยื่นมือลงไปเก็บพระธาตุที่กระเด็นมาทางข้าพเจ้า แต่ก็ยังน่าอัศจรรย์อีก ได้มีพระธาตุมาจากไหนก็ไม่รู้ตกลงมาข้าง ๆ ข้าพเจ้าอีก ทั้ง ๆ ที่ท่านพระอาจารย์ก็ได้หยุดประพรมน้ำพระพุทธมนต์แล้ว

คราวนี้ก็ถึงวาระที่ข้าพเจ้าจะได้คุยกับท่านพระอาจารย์เสียที ข้าพเจ้าก้มกราบท่านพระอาจารย์ด้วยความสนิทใจ แล้วได้แจ้งให้ท่านทราบว่า มาจากวัดสันติธรรม มีวัตถุประสงค์อยากจะเห็นปาฏิหาริย์พระธาตุเสด็จกับตาของตนเองบ้าง ท่านพระอาจารย์มหาอาวรณ์จึงบอกให้ญาติโยมนำพานมาวางข้างหน้า ส่วนข้าพเจ้าก็นำผ้าขาวออกมาปูบนพาน ท่านพระอาจารย์จับพัดใบตาลขึ้นมา อีกมือหนึ่งก็จับที่พรมน้ำพระพุทธมนต์ จากนั้นก็สะบัดน้ำพระพุทธมนต์ลงในพาน แล้วข้าพเจ้าก็ได้พบกับสิ่งมหัศจรรย์อีกครั้ง พระธาตุจำนวนมากไม่รู้มาจากไหน ล่วงล่นลงบนผ้าขาวมากมาย ท่านอาจารย์จุ่มน้ำมนต์เพียงครั้งเดียวสะปัดน้ำเป็นสิบครั้ง พระธาตุก็หล่นลงมาไม่หยุด

 

ไม่มีอะไรในบาตรน้ำมนต์ ไม่มีอะไรในหญ้าคา ไม่มีอะไรในมือของท่านพระอาจารย์ แต่มีพระธาตุจำนวนมากปรากฏบนผ้าขาวของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก้มกราบท่านพระอาจารย์มหาอาวรณ์ อย่างซึ้งใจ พร้อมกำหนดจิตขออโหสิกรรมที่ไม่ได้เชื่อลงใจตั้งแต่ครั้งแรก มาบัดนี้ข้าพเจ้าเชื่อสนิทใจว่า ท่านพระอาจารย์สามารถอัญเชิญพระธาตุได้จริง และถือว่าเป็นหนึ่งเดียวในโลกด้วย เพราะในวันหนึ่ง ๆ ท่านสามารถประพรมน้ำพระพุทธมนต์ให้เกิดพระธาตุเสร็จ ได้นับครั้งไม่ถ้วน พระธาตุเสด็จมาจำนวนมากมาย เป็นที่ประจักษ์แก่ทุกคนที่ได้มากราบขอเมตตาจากท่าน

ข้าพเจ้าจึงได้ขออนุญาตต่อท่านพระอาจารย์มหาอาวรณ์
ภูริปัญโญ ว่า กระผมขออนุญาตนำเรื่องราวของท่านพระอาจารย์ลงในเว็ปไซด์ของวัดสันติธรรม ซึ่งท่านก็เมตตาอนุญาตด้วยดี

พระธาตุที่เสด็จมาพร้อมกับน้ำพระพุทธมนต์
ของท่านพระอาจารย์มหาอาวรณ์ ภูริปญฺโญ
วัดปันเส่า วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2554

เจดีย์ปันเส่า


 

 

ประวัติความเป็นมาของวัดปันเส่า
วัดปันเส่า ( คำว่า เส่า  เป็นภาษาล้านนา หมายถึงเตาสำหรับหลอมโลหะ คำว่า ปัน เป็นการนับจำนวนของชาวล้านนา หมายถึง จำนวน ๑,๐๐๐) ตามประวัติศาสตร์ที่พบจากจารึกต่าง ๆ พบว่า วัดปันเสา เป็นวันที่สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์มังราย โดยเริ่มก่อสร้างในรัชสมัยของพญาผายูถึงรัชสมัยของพญากือนา  โดยได้สร้างองค์เจดีย์ขึ้นองค์หนึ่งเป็นเจดีย์ขนาดเล็กไม่ใหญ่นัก ต่อมาในสมัยของพญาเมืองแก้ว ทรงมีความดำริที่จะหล่อพระพุทธรูปเจ้าเก้าตื้อ จึงมีบัญชาให้กับนายทหารที่มีฝีมือทางการช่างชื่อปู่ด้ง ได้ไปเสาะหาสถานที่สำหรับหล่อพระพุทธรูป

ปู่ด้งจึงเสาะหาตามบัญชา และพบว่าด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ นอกกำแพงเมืองเชียงใหม่ มีชัยภูมิที่มีความเหมาะสมและเป็นมงคลเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากบริเวณนี้มีน้ำไหลผ่านซึ่งเป็นน้ำที่ไหลมาจากน้ำตกห้วยแก้ว ไหลลงสู่คูเมืองเชียงใหม่ (แด่เดิมไหลผ่านกลางวัดปันเส่า ปัจจุบันได้แห้งไปหมดแล้ว) พญาเมืองแก้ว จึงได้ให้นายช่างทอง ทำการก่อเตาเส่า (เตาหลอมโลหะ) ในบริเวณนี้ จำนวน ๑,๐๐๐ เตา แล้วหลอมโลหะหล่อพระพุทธรูปเป็น ๙ ท่อน และได้ทำการเคลื่อนย้ายจากบริเวณนี้ ไปประกอบเป็นองค์พระพุทธรูปที่อุทยานบุพพาราม (วัดสวนดอกในปัจจุบัน) และสถาปนาชื่อพระพุทธรูปว่า พระพุทธรูปเก้าตื้อ ( คำว่าตื้อ หมายถึง ท่อน คือ พระมีจำนวน ๙ ท่อน หรือ ๙ ส่วน) บางแห่งเขียนบอกว่าเป็นจำนวนนับน้ำหนักของคนล้านนาโบราณ (ตื้อ เท่ากับ สิบ โกฎิ)

หลังจากนั้นพญาเมืองแก้ว ก็มีบัญชาสั่งให้นายช่างทำการลื้อเตาเส่าทั้งหมด และได้ก้อนอิฐเป็นจำนวนมาก จึงได้ทำการบูรณองค์เจดีย์เดิมของวัด ซึ่งใช้วิธีการสร้างเจดีย์ครอบเจดีย์เดิมอีกชั้นหนึ่ง มีลักษณะเป็นศิลปะล้านนาผสมสุโขทัย และล้านช้าง และได้สถาปนาชื่อวัดว่า “วัดเจดีย์ปันเส่า” วัดเจดีย์ปันเส่ามีความเจริญรุ่งเรืองมาโดยลำดับ ต่อมาเมื่อพม่าได้เข้ามาตีเมืองเชียงใหม่ ทำให้วัดเจดีย์ปันเส่าถูกเผาเสียหายทั้งหมด เนื่องจากเสนาสนะทั้งหมดของวัดสร้างด้วยไม้สัก คงเหลือแต่องค์เจดีย์เท่านั้นที่ไม่ถูกทำลาย แต่ก็ได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก ต่อมาก็มีมารศาสนาได้ลักขุดหาสมบัติภายในองค์เจดีย์ไปจนหมด และร้างแต่นั้น

ต่อมาสถานที่แห่งนี้ ได้ใช้เป็นที่เลี้ยงช้างทรงของเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์สุดท้าย และช้างทรงของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี (พระราชายาในรัฐกาลที่ ๕)  (ได้มาจากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ภายในชุมชนแจ่งหัวริน และชุมชนบ้าน ป่าพร้าวนอก)

จากนั้นก็มีการออกโฉนดที่ดินให้กับวัด โดยมีพื้นที่ทั้งหมด ๒ ไร่ ๒ งาน ๘๒ ตารางวา (ซึ่งพื้นที่อื่น ๆ ของวัดได้ถูกบุกรุก และกลายเป็นที่ดินเอกชน รวมทั้งบางส่วนกลายเป็นที่ราชพัสดุเนืองจากไม่มีหลักฐานชัดเจนที่แสดงว่าเป็นที่ดินของวัดแต่เดิม) หลังจากนั้นก็มีการแผ่วถางบริเวณเพื่อที่จัดสร้างเป็นโรงพยาบาลสวนดอก (โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ในปัจจุบัน) ต่อมาโรงพยาบาลสวนดอกมีผู้ป่วยเป็นจำนวนมาก พื้นที่บริเวณวัดจึงไม่เพียงพอที่จะขยาย โรงพยาบาลสวนดอกจึงได้ย้ายออกไปสร้างในสถานที่แห่งใหม่และเปลี่ยนชื่อเป็นโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ 

หลักจากนั้นศูนย์มาลาเรีย เขต ๒ เชียงใหม่ ได้ทำการขอเช่าที่ดินของวัดกับ กรมการศาสนาในสมัยนั้น 
ต่อมาเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๕๐ ทางศูนย์มาลาเรีย เขต ๒ เชียงใหม่ ได้บอกคืนพื้นที่ของวัดให้กับสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเชียงใหม่ ทางคณะสงฆ์จึงได้มอบหมายให้พระเทพวรสิทธาจารย์ รองเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสุเทพฯ ประธานมูลนิธิพระบรมธาตุดอยสุเทพ ฟื้นฟูให้เป็นวัดที่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยมอบหมายให้พระมหาอาวรณ์  ภูริปญฺโญ เป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งริเริ่มจัดตั้งเป็นศูนย์ปฏิบัติธรรมวัดปันเสา โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อที่จะสร้างเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมสำหรับศรัทธาประชาชนโดยทั่วไป และสร้างเป็นสถานที่สำหรับรองรับพระสงฆ์ที่เดินทางมาจากต่างจังหวัดเพื่อมารับการรักษาพยาบาลที่ตึกสงฆ์ของโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ แต่ไม่มีที่พักก็จะใช้สถานที่แห่งนี้เป็นที่พักชั่วคราว และจะสร้างถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว


ในปัจจุบันนี้กำลังมีการก่อสร้าง “วิหารจันทรสถิตมหาทานบารมีศรีชัยมงคล” (เปี่ยม-เอี่ยม จันทรสถิตย์) และมีการระดมทุนทรัพย์เพื่อก่อสร้างอาคารที่พักรับรองพระสงฆ์จำนวน ๒ หลัง โดยจะใช้เป็นสถานที่รับรองพระสงฆ์จากทั่วสารทิศที่เดินทางมาเพื่อเข้ารับการรักษาพยาบาลที่ตึกสงฆ์โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ซึ่งจะใช้ปัจจัยในการก่อสร้างทั้งหมด ๒๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (ยี่สิบล้านบาท) ศรัทธาประชาชนทุกท่านสามารถร่วมเป็นเจ้าภาพในการสร้างวัดแห่งนี้ได้ โดยวัดแห่งนี้จะเป็นวัดเพื่อพระสงฆ์อาพาธจากทิศทั้ง ๔ จะได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งพระพุทธองค์ทรงตรัสว่า “ผู้ใดพยาบาลภิกษุผู้อาพาธ ผู้นั้นเปรียบเสมือนอุปัฏฐากเราตถาคต”

 

ประมวลภาพพระธาตุที่เสด็จมาพร้อมกับน้ำพระพุทธมนต์
พระอาจารย์มหาอาวรณ์ ภูริปญฺโญ
วัดปันเส่า อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
ที่คณะของผู้เขียนได้รับมากับมือของตนเอง

พระธาตุพรรณะสีใสประดุจเพ็ชร


พระธาตุพรรณะสีม่วงใส

 

พระธาตุพรรณะเขียวคล้ายหยก

 

พระธาตุพรรณสีแดง

 

พระธาตุพรรณสีดำใส

 

ท่านที่ปรารถนาจะได้พบเห็นเหตุอัศจรรย์ ด้วยตาของตนเอง และร่วมทำบุญก่อสร้างวัดปันเส่า ก็ขอเชิญชวนทุกท่าน เดินทางไปติดต่อทำบุญกับท่านพระอาจารย์มหาอาวรณ์ ภูริปญฺโญ ณ วัดปันเส่า ข้างโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ได้ทุกวัน

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร 053 - 289155, 08-9756-6219

ขออานิสงส์แห่งการประชาสัมพันธ์บุญในครั้งนี้จงพลวะปัจจัยเพื่อมรรคผลนิพพานด้วยเทอญ

 
 

       

วัดสันติธรรม ต.ช้างเผือก อ.เมือง จังหวัดเชียงใหม่ ๕๐๓๐๐
โทร. ๐๕๓-๒๒๑๗๙๒  ๐๘-๗๑๙๓-๓๑๖๙  ๐๘-๖๑๘๗-๓๙๔๒ และ ๐๘-๑๖๐๒-๗๕๐๐